Incredible India – มหัศจรรย์อินเดีย

อินเดีย ชื่อนี้ช่างมีเสน่ห์เย้ายวนชวนให้หลงใหลเหลือกิน ทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและผู้คน อาหารกิน ครบทุกสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสีสันฉูดฉาดน่าตื่นตาตื่นใจ ความสวยงามของภูมิประเทศและสถานทีท่องเที่ยวที่สวยงามตราตรีง ถือเป็นอีกหนึ่ง wish list ที่ต้องไปให้ได้ซักครั้ง

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกกับประเทศอินเดีย หนึ่งประเทศที่อยากไปที่สุด แต่ก็ยั้งๆไว้ รีๆรอๆจนใช้ชีวิตผ่านมาค่อนชีวิต เพิ่งจะได้มีโอกาสไปก็คราวที่ “นุ๊ก” เพื่อนบล็อคเกอร์จากเพจ One22.com ชวนไปเที่ยวนี่ล่ะ

เมื่อรู้ว่าได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆหลายคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกันก็ยิ่งตอบตกลงไปไม่ยาก เอาล่ะ รีวิวนี้ไม่เน้นบรรยายเยอะ ทั้งๆที่อยากจะเล่าความรู้สึกยาวย้วยแรกพบกับอินเดียที่รอคอย แต่ก็รู้นะว่าเธอไม่อ่านกันหรอก 555 แต่อยากจะเชื้อชวนให้พวกเราออกไปสัมผัสอินเดียผ่านภาพถ่ายที่เราเก็บมาฝากกันในทริปนี้ล่ะกัน

ทริปนี้เราบินลงเดลี และเที่ยวเป็นสามเหลี่ยมมาอักรา ชัยปุระและกลับมาขึ้นเครื่องกลับที่เดลี ตามรูปเลย

Bangkok ==> Delhi ==> Agra ==> Jaipur ==> Delhi ==> Bangkok


[ การเตรียมตัวก่อนไปกับเบาๆ ]

อินเดีย เป็นประเทศที่เราคนไทยต้องใช้วีซ่า แต่เป็นวีซ่าที่ขอสะดวกง่ายดายมากๆเพราะเราสามารถขอวีซ่าออนไลน์ (E-TOURIST VISA INDIA) ได้

ซึ่งเราสามารถโหลดแบบฟอร์มขอวีซ่าได้ที่นี่ ==> https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.html โดยเราต้องขอล่วงหน่าก่อนไปประมาณ 120 วัน

ค่าวีซ่าสูงซักนิด คือ 80 USD แต่สามารถใช้ได้ถึง 365 วันจากเดิมใช้ได้ 60 วัน ซึ่งเป็นกฏใหม่ที่เพิ่งออกหลังจากที่เราขอเพียงอาทิตย์เดียว แง๊ เสียดายจัง

วีซ่าให้เรากรอกหลายหน้าอยู่ ดูเหมือนยาวและยุ่งยากแต่เป็นข้อมูลพื้นๆที่เราสามารถตอบได้ไม่ยาก แนะนำให้อ่านคำถามและตอบทิ้งไว้ใน note ก่อน เวลากรอกจริงเราจะได้ไม่เสียเวลามากนัก

แต่เป็นวีซ่าที่อนุมัติเร็วที่สุด คือเราขอไปช่วง 9 โมงเช้า ได้เมล์ตอบกลับว่าวีซ่าผ่านตอนสองทุ่มจ้าโจะเร็วไปไหนนนน ???

อ้อ อย่าลืมปริ้นท์วีซ่าติดมาด้วยนะคะ เผื่อตม.ที่อินเดียถาม ซึ่งมีโอกาสซักไซร้ชวนเราคุยสูงมาก เราโชคดีเจอคำถามเดียว คือ ขอดู boarding pass หน่อย ซึ่งเราทำหายไปแล้ว ก็บอกว่าหาย แค่นั้นก็จบปิ้ง สแตมป์เข้าประเทศได้ฉลุย

ปริ้นท์หน้านี้ติดตัวไปด้วยน่ะ ตม.ถามทุกคนจ้า


[ การแลกเงิน ]

อินเดียใช้เงินสกุลรูปี ค่าเงินคิดกันง่ายๆคือ 1 บาทเรา เท่ากับ 50 สตางค์เค้า ซื้อของนี่คิดหาร 2 กันง่ายๆไปเลย เช่น 100 รูปี = 50 บาท แนะนำให้แลกรูปีเป็นแบงค์ย่อยมาน่ะ เพราะเราใช้ยิบย่อยตลอดทางจริงๆ ทั้งค่าน้ำ ค่าสารพัดทิป การบริการทุกอย่าง คนที่นั่นเค้าต้องการทิปน่ะ มันเป็นวัฒนธรรมของเค้าไปแล้ว อย่าได้มองเห็นเป็นอย่างอื่น คิดให้เป็นเรื่องสนุกสนาน เราก็จะเที่ยวสนุกไปเอง ^^


[ ทริคในการช๊อปปิ้ง ]

แนะนำสั้นๆง่ายที่สุดคือต่อให้หนัก !!

ว่าถ้าเดินซื่อของในตลาด ต่อไปเลยครึ่งนึง (หรือมากกว่า) โอกาสที่จะได้มีสูงมาก หรือถ้าเป็นย่านช๊อปปิ้ง อย่าทำเป็นสนใจอยากได้สิ่งของที่เราดูครั้งแรก เค้าจะลดให้เรายาก เพราะรู้ว่าเราอยากได้ ให้โยนหินถามทางไปก่อน ไม่ได้ก็เลยไปร้านหน้า ไม่ต้องรีบช๊อป เพราะของมันเหมือนๆกันนั่นล่ะ

เราช๊อปมาพอสมควร แต่ที่หนักสุดก็พวกนี้ล่ะ มาอินเดียคือต้องจัดน่ะ นี่ตั้งแต่เดินทางมา ครั้งนี้ช๊อปแนวนี้หนักสุด ครึ่งเป๋าเลยจ้าา

ยาลมยาดมยาหม่อง ยาสีฟัน ครีมทาตัว ทาตา ทามือ ทาเท้า ทาปาก แต้มสิว ปวดข้อ ปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดหัว แผลน้ำร้อนลวก สบู่ เขียนขอบตา จัดมาค่ะ คือของเค้าใช้ดีมาก พวกครีมนี้ซึมเข้าผิวเร็วมาก ชุ่มชื้นห้อมหอมล่ะแถมถูกมากกกก เราจัดมาเยอะ ขนมาเหมือนขาย แต่ของฝากจริงๆน่ะ คือฝากน้องๆและแม่ทั่วถึงเลย 5555

ฝากน้องๆและแม่ทั่วถึงเลย


[ การติดต่อสื่อสาร ]

รอบนี้แม้เราจะไปกันหลายคน ถ้าเป็นทัวร์ปรกติก็อาจจะใช้ pocket WiFi สะดวกกว่า แต่พวกเราเป็นช่างภาพ ตั้งใจไปเก็บภาพ แน่นอนว่าแตกกระจายไปหามุมลับมุมเด็ดของตัวเองไม่ได้อยู่รวมกันแน่ๆ เพราะฉะนั้นเราใช้ True Travel Sim Asia ของ True Move ซึ่งใช้ได้ 8 วัน มีเน็ตให้ 6 GB (เพิ่มจาก 4GB ซึ่งดีงามมาก) ในราคาแค่ 399 บาท โดยเลือกเชื่อมต่อกับ Vodafone หรือ Airtel ก็ได้ ซึ่งสัญญาณในอินเดียก็พอใช้ได้กลางๆน่ะ ไม่ได้วิ่งฉิ่วเร็วปรู๊ดเหมือนญี่ปุ่น สัญญานก็ไปๆมาๆหายไปบ้าง ใช้ได้ดีบ้างสลับกันไป มาอินเดียต้องทำใจกันหน่อย ถ้ามันแย่มากในบางพื้นที่ก็ลองสลับค่ายเชื่อมต่อกันดู หรือไม่ก็เปิดปิดเครื่องใหม่ก็พอแก้ขัดกันไปได้ล่ะ ซึ่งสัญญามันจะหายบ้างก็ตอนเราเดินทางออกนอกเมือง ซึ่งก็ไม่ได้มีผลอะไรมากเท่าไหร่ เพราะเราตื่นตาตื่นใจในการชมบรรยากาศวิถีชีวิตคนอินเดียสองข้างทางมากกว่ามานั่งจดจ่อกับมือถือเป็นไหนๆ


[ การเดินทางจากเมืองไทย ]

รอบนี้เราบินไปเดลีกับสายการบิน Nokscoot ซึ่งมีเที่ยวบินตรงไปเดลี่สัปดาห์ล่ะ 4 เที่ยว ราคาไปกลับชั้นประหยัดคราวนี้ราว 6000-7000 บาทรวมกระเป๋า จองล่วงหน้าจะได้ราคาดีน่ะ แต่ถ้าใครว่างก็เลือกเที่ยววันที่มันถูกก็ได้น่ะ อิอิ

เช็คอินสนามบินดอนเมือง แนะนำให้มาล่วงหน้าสองชั่วโมงอัพน่ะ เพราะไฟลท์นี้ขายดีคนเต็มตลอด คิวหางแถวเช็คอินยาวหน่อย

อยากนั่งเงียบสงบเหมือนเราก็เลือกโซน Scoot in Silence โซนนี้จะเป็น child-free คือห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีนั่ง เพราะฉะนั้นปลอดเสียงร้องงอแง เสียงเด็กเล่นในโซนนี้แน่นอน ขากลับเราก็นั่งโซนนี้ มีที่ว่างหลายแถว นอนยาวหลับปุ๋ยกลับกรุงเทพเลย สบ๊ายสบาย  แต่แถวแรกของโซนนี้ขอบอกว่าดีมากๆ ยืดขาได้ยาวสุดตัวเหลือๆ คนตัวสูงๆเล็งไว้เลยจ้า

ถ้าอยากนั่งสบายขึ้นไปอีกเลเวลก็เลือก ScootBiz ที่เราต้องจ่ายเพิ่มเที่ยวละ 2,000 บาท แถมได้อาหารบนเครื่อง 1 ชุด พร้อมน้ำดื่ม และน้ำหนักกระเป๋าอีก 30 kg คุ้มมาก แต่สำหรับเรา Scoot Silence มันก็พอดีมากๆสำหรับไฟลท์ 5 ชม.แบบนี้แล้วล่ะ ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นั่งโซนนี้เพราะเคยบิน Nokscoot ไปไต้หวันและญี่ปุ่นมาแล้ว ขนาดของที่นั่ง และ leg pitch ตอบโจทย์ของการบินหลายชั่วโมงมาก เราสูง 165 ตัวค่อนข้างกว้าง อิอิ รู้สึกนั่งสบาย กว้างขวาง ไม่อึดอัดน่ะ

สาวๆนกสกู๊ตหน้าตาจิ้มลิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใสบริการถึงใจ สังเกตมาหลายไฟลท์แล้ว ดูโปรกระฉับกระเฉงกระตือรือล้นคล่องแคล่วดี

ถ้าห่วงจะไปหิวบนเครื่อง ก็สั่งอาหารล่วงหน้าไปเลยชัวร์ๆ ราคาพรีไม่แพง แถมรสชาติยังถูกปากเราแน่ๆ ไม่ต้องสั่งพวกเครื่องแกงน่ะเพราะลงเครื่องเราจะได้ทานแกงกันจนเอียนกันไปเลย ข้าวไก่เทอริยากิ อร่อยถูกปากมาก ลองดู อ้อ มีน้ำให้อีกขวดน่ะจ๊ะ

ข้าวไก่เทอริยากิ อร่อยถูกปากเลย เดี๋ยวบินอีกวันที่ 3 นี้ก็จะทานอันนี้ล่ะ


หรือจะสั่งเพิ่มตอนจองตั๋วได้ที่นี่เลย ==> www.nokscoot.com

ไฟลท์ของเราออกกลางคืน ไปถึงเดลีตีหนึ่งตีสอง แต่เราดิ่งไปอัคราเลย ใช้เวลาเดินทางอีก 3 ชม. นอนงีบต่อในรถ ไปถึงอัคราก็เช้าพอดี ได้เที่ยวกันเต็มวันเต็มอิ่ม


[ การเดินทางรถเช่าพร้อมคนขับ ]

เที่ยวอินเดีย สิ่งที่กังวลมากที่สุดก่อนมา แน่นอนว่าไม่ใช่อาหาร แต่เป็นเรื่องการเดินทาง เรายอมรับว่าค่อนข้างกังวลในการใช้รถสาธารณะที่นั่นมาก ทั้งแท๊กซี่ ก็กลัวโดนโกงราคา รถเมล์รถบัสรถไฟก็แน่นแออัด รถเช่าพร้อมคนขับ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับพวกเรา และสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกคณะ บอกเลยว่าการที่มีรถเช่าที่ไว้ใจได้ ราคาดี คนขับดี มันช่วยให้การเที่ยวอินเดีย (และทุกที่) สะดวกสบาย อุ่นใจและเที่ยวสนุกมากขึ้นจริงๆน่ะ

แนะนำกันตรงๆเลยล่ะกัน เพราะใช้จริงจ่ายจริงสัมผัสมากับตัว ประทับใจมาก ===>
ติดต่อ Mr. TARA CHAND SHARMA (เฟสบุ๊คก็ชื่อนี้)
www.Indiaprivatechauffeur.com
☎ +91-9799866326, +919414349229

“บารัต Bharat” เป็นคนขับตลอดทริปของเรา ที่มารับตั้งแต่สนามบินเดลี บารัคเป็นคนขับรถที่ใจเย็น ใจดี และเข้าใจธรรมชาติของแก๊งค์ถ่ายรูปของเรามาก ไม่มีบ่น ไม่มีอารมณ์เสีย ขับรถเก่ง ไว้ใจได้ อุ่นใจตลอดทริปเลยล่ะ คือเวลาจอง เราสามารถ request คนขับได้น่ะ ซึ่งเราว่า นายบารัตของเราคือโอเคมากล่ะ

ทริปนี้เราไปกัน 8 คน ราคาค่ารถหารต่อคนประมาณ 180 USD รวมค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ อาหารและที่พักของคนขับรถแล้ว และเราสามารถจ่ายเป็นเงินยูเอสได้เลย จบทริปอย่าลืมทริปคนขับต่างหากด้วยนาจานายจ๋าาา ในเรื่องราคา เราอีเมล์คุยแผนการเดินทาง บอกจำนวนคน จำนวนวัน แล้วเค้าจะคิดให้เรา เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ มันจะไม่ตายตัวนะคะ

รถที่ได้ก็เป็นรถตู้คันใหญ่ 10 ที่นั่ง เขียนหราข้างรถว่า Traveller รถนักท่องเที่ยวจ๊ะ เบาะที่นั่งก็ธรรมดา ขาเหยียดไม่ค่อยได้หรอก นั่งไม่ค่อยสบายเท่าไหร่เพราะระหว่างแถวมันจะแคบซักนิด รถตู้ดีบ้านเรานั่งสบายกว่ามาก แต่สำหรับที่นั่น มันคือดีแล้วน่ะ แถมเราไปกับเพื่อนสนิทๆกัน นั่งโม้นั่งคุยกันสนุกสนานตลอดทางจนลืมความสะดวกสบายไฮโซไปได้หมือนกัน


เอาล่ะมาถึงที่เที่ยวกันซักทีกับ  11 จุดแนะนำที่ต้องห้ามพลาดในอักราและชัยปุระ 

1.ทัชมาฮาล Taj mahal

มาซักครั้งในชีวิตนะคะคุณขา เพราะนี่คือ 1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเชียวน่ะ มาเห็นของจริง มันสวยงามอลังการสมกับจินตนาการที่วาดไว้เป๊ะเลย

ค่าเข้าชม นักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไป 1300 รูปี แต่คนไทย โชว์พาสปอร์ตเบ่งไปเลยจ้า เค้ามีราคาพิเศษให้เหลือแค่ 740 เองน่ะ เห็นว่าเป็นความตกลงการระหว่างรัฐเลยล่ะ พวกเราโชคดีจริงๆ

ทัชมาฮาลโมเม้นท์แรกในชีวิต เดินเข้ามาเจอภาพนี้เลย อลังการงานตาตะลึงตาค้างไปเลยจ้าานายจ๋าาาา นอกจากตาค้างที่เห็นทัชมาฮาลวินาทีแรกเท่านั้น ตาค้างเพราะเห็นคนเยอะมากมาย ในมุมนี้เราเล็งไว้ 5555

กรี๊ดดดด  มวลมหาประชาชน !!! 5555 ถอนใจได้แต่อย่าถอดใจ แม้คนจะมากมายและเราต้องรอจังหวะซักนิด แต่เชื่อเถอะว่าเราได้เก็บรูปสวยๆจากมุมนี้กันทุกคน เพราะนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ไม่ใช่ช่างภาพ เค้าจะอยู่ถ่ายรูปแต่ล่ะจุดไม่นานหรอก เพราะเค้าต้องรีบย้ายไปชมจุดอื่น ยิ่งถ้ามากับทัวร์นี้ต้องรีบทำเวลา เค้าไม่แช่กันนานหรอก (จะนานก็พวกช้านนนนี่ล่ะ 555)

เห็นม่ะ รอแป๊บเดียวก็ได้รูปแระ อิอ

เอาจริงๆ ถ้าไม่รีบไปไหน รอจังหวะพักใหญ่ๆๆ มันก็พอได้บ้างอยู่น่ะ แต่ช้าก่อน ….​ เราไม่ต้องแช่ตรงนี้นานเกินไปน่ะ เพราะเดินเข้าด้านใน มีมุมสวยเด็ดกว่านี้ …. อาจต้องอดทนรอคนซักนิด แต่รอเถอะ เพราะมันจะเป็นภาพ Hero shot ของทริปกันเลยล่ะ

นี่ไง !!!!

จุดนี้เลย หันหน้าซักรูปน่ะ ^^ นานๆมาทีขอรูปฮีโร่ช๊อตกันหน่อย  ทัชมาฮาลแบบเต็มตา สมใจแล้วอิเรียมเอ๊ยยยย ^^

ปล… ขาตั้งกล้องทุกชนิด ห้ามเอาเข้านะคะ ไม่เว้นแม้แต่ขาตั้งโกโปรอันเล็กๆก็ห้ามเช่นกัน อย่าทำเป็นเล่นไปเด้อ ไม่ต้องแบกลงไปให้เหนื่อย

ชุดสวยมาก ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเราขนไปจากเมืองไทยจ้าาา 555 ต้องถ่ายให้คุ้มค่าแบกค่าอะไรหน่อย ถ้าอยากจะขนพร๊อบไปถ่ายรูปเกร๋ๆแบบนี้ ลองเข้าไปดูในเพจนี้น่ะ เราว่าชุดเค้าเยอะสีสวนแบบเยอะ เครื่องประทับแน่น เจ้าของใจดีและใจเย็นมาก อดทนรอให้เราเลือกชุดมาลองหลายชุดกว่าจะลงตัวที่ชุดนี้ ^^

คือถ้ารูปทริปนี้จะมีรูปเราเยอะหน่อยก็ต้องโทษชุดสวยๆพวกนี้กับสิ่งก่อสร้างสุดอลังของอินเดียเค้าล่ะ ไม่ถ่ายรูปเก็บไว้นี่พลาดเลยน่ะ อิอิ

ร้านนี้เลยจ้าา ==> https://www.facebook.com/Pinyaar.rental.kit/

ทริปนี้เจอแต่คนอินเดียน่ารักๆและเป็นมิตรมากๆ ไปไหนมาไหนจะเข้ามาขอถ่ายรูป ทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่ประเทศนี้ผู้หญิงไปไหนกันหมด ตามท้องถนนนี่มีแต่ผู้ชายตาลายมากๆ ถ้าเจอผู้ชายอินเดีย เค้าจะเข้ามาขอถ่ายเซลฟี่ตลอด บางครั้งให้เราเป็นคนถือถ่ายเองด้วยซ้ำ อิอิ


2.Mehtab Bagh จุดชมวิวทัชมาฮาลริมน้ำ

มุมสวยในสวนส้มที่เราจะได้เห็นทัชมาฮาลในมุมริมน้ำ เสียดายช่วงนี้น้ำแห้งขอด ทำให้ไม่เห็นเงาทัชมาฮาลสะท้อนน้ำ ที่เราใฝ่ฝัน แถมเรือก็ไม่วิ่งอีก ถ้ามาช่วงน้ำเยอะจะยิ่งสวย

ค่าเข้าสำหรับคนไทย 25รูปี

ทัชมาฮาลในสวนส้ม มุมสวยแปลกตาดี




น้ำแห้งเบอร์ไหน ถามใจเธอดู !!


3.Agra Fort มรดกโลกแห่งเมืองอักรา

เหมือนเดิม เราใช้พาสปอร์ตไทยเบ่งได้ ราคาลดลงพิเษษเหลือแค่ 60 รูปีเท่านั้น เวลาให้เงินจ่ายอะไร ตอนได้รับเงินทอนช่วยนับกันต่อหน้าดีๆน่ะ เพราะเราซื้อตั๋วไปเพื่อนๆด้วย แต่ตอนทอนเราประมาทดันไม่ได้นับ เดินมาซักพักมาดูเงิน อ้าว ทำไมทอนมาไม่ครบเราดินกลับไปทวง บอกว่ายูทอนเงินไอไม่ครบน่ะ เค้าก็เลยรีบหยิบให้ ทำท่าเหมือนว่าเตรียมไว้แล้วแต่ยูดันเดินหนีไปเองซะงั้น

ปล….​ เที่ยวในอินเดีย มีความรุ้สึก 50:50 ตลอดคือ จริงหรือหลอก ระแวงกลัวโดนฟันทุกที่ 5555 แบบว่าเอ้ จะจริงมั้ย ราคานี้เหรอ แน่ใจนะ …​อารมณ์ประมาณนี้เลยล่ะ

 


4.Holi Festival งานสงกรานต์สาดสีต้นตำรับ ที่วัด Banke Bihari เมือง Mathura — Vrindavan

เอาจริงงานสาดสีนี้เป็นหนึ่งใน bucket list เลยน่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิตควรมาสัมผัสบรรยากาศกันซักครั้ง แล้วเราจะลืมไม่ลงกันเลยทีเดียว และโชคดีเหลือเกินที่รอบนี้เรามาช่วงวันที่เค้าเฉลิมฉลองวันโฮลี่กันพอดี เลยจัดไปเต็มที่ เลือกเอาที่วัดต้นตำรับดั้งเดิมที่เมืองมธุรากันเลยล่ะกัน คือที่วัด Banke Bihari เมืองมธุรา (Mathura) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ห่างจากเมืองอัคราประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ เราให้บารัคไปส่งที่ลานจอด แล้วเหมาตุ๊กตุ๊กไปส่งและรอที่วัดในราคา 300 รูปี

งานโฮลี่ คืองานสงกรานต์บ้านเค้า แต่แทนที่จะสาดน้ำเหมือนเรา เค้าสาดสีฝุ่นกันจ้าาา ไปงานนี้ไม่ต้องห่วงสวยเพราะกลับมาไม่เหลือสภาพแน่นอน 555  เซลฟี่มันมากก กล้องเกล้ิงเยิน ต้องใช้มือถือนี่ล่ะ เก็บภาพ ฟินกว่า

การแต่งตัว เอาที่มิดชิดดีที่สุด เสื้อขาวเกางเกงอะไรก็ได้ หรือกระโปรงชุดคอปิดหน่อยเพราะล้วงลำบาก อ้อ พูดถึงเรื่องล้วงที่เรากลัวๆกัน จริงๆก็ไม่มีอะไรน่ะ เราไปกับสาวๆสามคน รอดหมด คืออย่างมากเค้าก็เข้ามาประชิดตัว อย่างมากก็เอาสีฝุ่นมาปะหน้า แต่สภาพในงานนี้คือหาที่ว่างลำบากจริงๆเพราะที่วัดนี้เค้าเล่นกันโหดมาก ต้องเดินเบียดเสียดกันหน่อย พอเจอที่ว่างให้ได้หายใจก็จงหลบไปหายใจบ้างล่ะกัน นี่ก็แทบแย่ เดินๆดันๆกันไป แต่ก็เป็นงานเทศกาลที่สนุกสนานมันสุดเหวี่ยงมากๆ


งานนี้กล้องใหญ่ถ่ายได้ไม่กี่รูป เป็นรูปข้างทางก่อนเข้างาน เพราะเข้าแล้ว เละสุดบอกเลย เก็บกล้องแทบไม่ทัน

มือถือและโกโปรเหมาะที่สุด

เข้าไปในวัด ต้องถอดรองเท้า เราก็ลืมฝากเพื่อนไว้ เบียดๆเข้าไปเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลก น่ากลัวมาก 5555 แต่เห็นแน่นแบบนี้ยังเห็นคนลงไปนอนล้มกราบกับพื้นน่ะ ส่วนรองเท้าเรานั้น กลับมาหาไม่เจอแล้ว โดนสอยไปเห็นๆ 555 แต่คนมากมายขนาดนี้ เราทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากเลยตามเลย แล้วสนุกกันให้เต็มที่ ระมัดระวังตัวเองหน่อยก็สบายล่ะ

ดูเค้าเล่นกันในวัดสิ โหดมากกก !!


Jaipur จัยปูร์ หรือชัยปุระของเราๆๆ 

เป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถาน ซึ่งป็นรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย  มีเทือกเขา Aravalli ซึ่งจะแบ่งราชสถานออกเป็นสองฝั่ง ได้แก่ ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นทะเลทรายปกคลุม 2 ใน 3 ของรัฐ และฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่ดินอุดมสมบูรณ์

5. Panna Meena ka kund  (Step Well oAmber )

บ่อน้ำโบราณแบบขั้นบันไดอันโด่งดังตาม IG  ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับแอมเบอร์ฟอร์ต (Amber Fort) นั่งรถประมาณ 5 นาทีก็ถึง แต่ก่อนนักท่องเที่ยวสามารถวิ่งเล่นเดินแบบโพสต์ท่าขึ้นลงบันไดได้ แต่เดี๋ยวนี้เค้าไม่ให้ลงไปแล้วน่ะ ยกเว้น เสียแต่เราคุยกับทางเจ้าหน้าที่คนดูแลก่อน ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่สกิลในการต่อรองน่ะ เค้าอาจจะอนุญาตให้เราเดินแว๊บๆลงไปขั้นเดียวแบบเรานี่ล่ะ แต่ต้องไปเช้าๆหน่อย นักท่องเที่ยวน้อย ก็พอได้อยู่

เคยเห็นในรูปมีหลายที่ที่สวยและอลังการกว่านี้ แต่ทริปนี้จะเอาที่นี่ล่ะน่ะ อิอิ


6. Nahargarh Fort จุดชมพระอาทิตย์สวยสุดๆ

อ่านยากจังเอาเป็นว่าเรารู้จักที่นี่กันในชื่อของป้อมไทเกอร์ (Tiger Fort) สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1734 สมัย มหาราชาสวัย จัย ซิงห์ ที่ 2 (Maharaja Sawei Jai Singh II) อยู่ห่างจากชัยปุระประมาณ 5 กม. เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งของเมืองชัยปุระ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาอะระวัลลี (Aravalli) ด้านบนจะเป็นจุดที่สามารถมองเห็นวิวเมืองชัยปุระได้อย่างชัดเจน ช่วงที่สวยงามที่สุดแน่นอนว่าเป็นช่วงเย็น เพราะที่นี่ถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากๆ ปัจจับุนมีส่วยของพระราชวังหลงเหลือให้ชมอยู่บ้างน่ะ แต่เราไม่ได้แวะชมเพราะเพราะตั้งใจมาชมแสงเย็นที่ตรงนี้กัน



7. City Palace – Jaipur ไปเป็นมหาราณีกัน รับประกันความปัง !

ตั้งอยู่บริเวณถนน Hawa Mahal Bazar ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 7 ของใจกลางเมือง สร้างขึ้นในสมัยมหาราชาสวัยจัย ซิงห์ที่ 2 ในปี 1797  จากนั้นก็ได้รับการดูแลต่อเติมโดยมหาราชาของชัยปุระรุ่นต่อๆมา พระราชวังซิตี้พาเลซได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมในนามของพิพิธภัณฑ์สวัยมานสิงห์ (Sawai Man Singh Museum) แม้ยุคนี้จะไม่มีมหาราชาอีกต่อไปแต่ก็มีผู้สืบเชื้อสายของมหาราชายังพำนักอาศัยอยู่

 รูปเยอะหน่อยน่ะ กลัวไม่คุ้มค่าเข้า 1750 บาท  นี่ไม่เคยต้องจ่ายค่าเข้าชมอะไรที่ไหนแพงขนาดนี้ แต่ก็ตัดใจจ่ายเพราะมันสวยแบบนี้ไง ^^

คือค่าเข้าชมทุกห้องราคา 3500 รูปี หรือ 1750 บาทพร้อมไกด์ สำหรับ Private tour  เราชั่งใจอยู่หลายนาทีก่อนที่จะสรุปกันได้ว่า ไหนๆก็มาแล้ว ขอชมห้องสีฟ้าก่อนกลับล่ะกัน เพราะห้องนี้ดังในหมู่คนไทย ทั้งๆที่เป็นห้องที่เล็กกว่าใคร ส่วนตัวชอบห้องสีเงินกับสีทอง/แดงมากกว่า ราคานี้พาเราเข้าชมห้องต่างๆของพระราชวังแห่งชัยปุระ วังที่ยังมีมหาราชาองค์ปัจจุบันประทับอยู่
มันแพงตรงนี้ !!

ชุดเปลี่ยน ==> ไม่อนุญาตให้เอาชุดไปเปลี่ยนระหว่างเดินชมห้องต่างๆนะคะ เพราะมันไม่ใช่รันเวย์เด้ออ้าย แต่ที่นี่เป็นพระราชวังที่ยังเป็นที่ประทับในปัจจุบัน แค่เราได้รับอนุญาตให้เข้ามาชมภายในบ้านของท่านก็ดีนักหนาแล้ว

อ้อ ไกด์เราบอกให้สังเกตง่ายๆว่าถ้ามีธงชักขึ้น 2 ผืน แสดงว่ามหาราชาทรงประทับอยู่ในขณะนั้น แต่ถ้ามีธงชักขึ้นผืนเดียว แสดงว่าพระองค์เสด็จออกนอกวัง วันที่เราไปธงชัก 2 ผืน แสดงว่าเราไปในวันที่มหาราชาทรงประทับอยู่ในตอนนั้นเช่นกัน

ถ้าไม่อยากจ่าย 1750 บาท ก็จะเดินชมบริเวณแค่รอบนอก จ่าย 700 รูปีหรือ 350 บาท ก็จะเก็บประตูนกยูงได้ครบ 4 บานได้สวยอยู่ค่ะ



8. ชม Hawa Mahal พระราชวังฮาวา มาฮาล (พระราชวังสายลม)

พระราชวังที่มีความสวยสดงดงามที่สุดในเมือง

พระราชวังแห่งสายลมหรือฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) ลักษณะอาคารมี 5 ชั้น เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียกับโมกุล เป็นพระราชวังที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพู หน้าตาคล้ายรวงผึ้งแกะสลัก เพราะด้านหน้าเราจะเห็นช่องหน้าต่างมากมายยุบยับให้เป็นช่องมองดูผู้คนของเหล่าสนมนางใน ในวันนี้ที่นี่ถือเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองชัยปุระไปแล้ว ซึ่งฮาวา มาฮาลนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังหลวง (City palace) เราได้แต่ชมด้านนอก โดยขึ้นไปนั่งสั่งเครื่องดื่ม ของว่างทานที่ร้าน Wind View Cafe  ซึ่งอยู่บนตึกด้านหน้าพระราชวังนี่ล่ะ อีกร้านที่ดังมากคือ tattoo cafe อยู่ติดๆกันเลย



9.  Jal Mahal -Water Palace พระราชวังกลางน้ำ 

เป็นพระราชวังกลางน้ำซึ่งตั้งเด่นสง่าอยู่กลางทะเลสาบมันสกา (Man Sagar) ซึ่งเราข้ามไปไม่ได้ก็แต่ได้แวะจอดชมอยู่บนฝั่งนี่ล่ะ โดยพระราชวังแห่งนี้อยู่บนเส้นทางไปป้อมปราการแอมเบอร์ และอยู่ห่างจากชัยปุระประมาณ 10 กม. คือไปแอมเบอร์ก็แวะที่นี่ซักนิดเถอะน่ะ ขอร้อง อิอิ


10. Patrika Gate ประตูปาตริกา สีพาสเทลที่ต้องห้ามพลาด 

ประตูปาตริกา (Patrika Gate) คือประตูเมืองลำดับที่ 9 ของนครชัยปุระ ตั้งอยู่บริเวณ วงเวียนจาวาฮาร์ (Jawahar Circle) ซึ่งเป็นวงเวียนที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย  มี 9 โดม มี 7 ซุ้มประตู แต่ละซุ้มมีภาพวาดสีพาสเทลสวยงามมากๆ เป็นจุดถ่ายรูปที่เราชอบที่สุดเพราะเข้าฟรี 555 แถมมีขนาดไม่ใหญ่มาก เราเลยเดินชมได้อย่างละเอียดและมันสวยจริงๆ


11. อลังการงานป้อมแอมเบอร์ Amber Fort

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของชัยปุระ เป็นป้อมปราการที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะฮินดู และศิลปะราชปุตประกอบด้วยพระราชวังในและพระราชวังนอก

โดยป้อมปราการแอมเบอร์นี้ตั้งโอยู่บนผาหินเหนือทะเลสาบเมาตา (Maota) สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลเพราะมีแนวกำแพงที่ใหญ่และแน่นหนา และทอดยาวไปตามไหล่เขาคล้ายกำแพงเมืองจีน แต่มีขนาดเล็กกว่า ความยาวกว่า 13 ก.ม. ภายในพระราชวังแอมเบอร์ จะมีรายละเอียดบนผนังที่สวยงาม ปราณีต มีลวดลายอ่อนช้อยสวยงามมาก

เราสามารถเลือกขึ้นไปบนป้อมปราการได้ 3 วิธีคือเดินขึ้น นั่งช้าง หรือนั่งรถจิ๊ปโบราณขึ้นไปชิลๆ เราไปถึงตอนบ่าย ไม่มีช้างในนั่งแล้ว ใครจะนั่งช้างต้องไปช่วงเช้าน่ะ เลยไม่มีทางเลือกมากนัก แน่นอนว่าต้องนั่งรถขึ้นไปจ้า เหมาค่ารถ ค่าเข้า ค่าไกด์ แล้วตกคนล่ะ …….​??? อืมมมม ลืมสิ 5555 แต่คุ้มกว่ามาก

นี่ไงรถของเรา เก๋ม่ะ นี่นั่งอัดกันไป 6 คนไม่รวมคนขับน่ะ ส่วนไกด์เราแว๊นซ์มอเตอร์ไซด์ขึ้นไปรอแล้วล่ะ





 
Hotel Clarks Shiraz  ในเมืองอักรา 

เรานอนที่นี่สองคืน ราคาคืนล่ะประมาณ 1500 บาท คุ้มมากเพราะอยู่ใกล้ Agra fort และเป็นโรงแรมที่ใหญ่โตรั้วรอบขอบชิดดูปลอดภัยดี เป็นโรงแรมทัวร์ลงล่ะน่ะ เพราะมีห้องเยอะและได้มาตรฐาน ราคาเท่านี้ได้นอนโรงแรมที่นอนแล้วอุ่นใจแบบนี้ก็ถือว่าโอเคมากๆ โรงแรมมีสระว่ายน้ำ ร้านอาหารสองแห่ง แต่ราคาไม่เบาเลย เราทานกันมื้อแรกตอนมาถึงที่นี่ คือไม่มีทางไป 555 โดนไปคนล่ะหลายร้อยเชียว แต่ในส่วนของห้องพักและสถานที่เราวามันดีงามน่ะสำหรับการมาอินเดียครั้งแรก

เพราะฉะนั้นเราแนะนำเลยสำหรับคนที่มาเที่ยวอักรา ที่ต้องการความมาตรฐานในราคาน่ารักๆ เรานอนคนเดียวก็จ่ายเต็มแต่ถ้าลากเพื่อนมานอนด้วยก็จะเหลือครึ่งเดียว คุ้มจะตาย

ร้าน Pinch of Spice ร้านอร่อย ราคาไม่แพง 

ร้านนี้ดีเกินคาด เป็นร้านที่บารัต คนขับรถของเราแนะนำว่ามันอร่อยและไม่แพงน่ะนายจ๋าาา พอได้ยินคำว่าไม่แพงเราก็จอดสิคะ รออะไร หิวด้วยไรด้วยนิ

เราเป็นคนลงไปดูเมนูในร้านเห็นราคาโอเคเลยวิ่งมาบอกเพื่อนๆว่าเอาเหอะ มันไม่แพงจริงๆ แม้ร้านจะติดแอร์และดูดีไปซักนิด แต่คือไม่ได้ถ่ายรูปไว้น่ะ แหะๆ เอาเป็นว่าเป็นร้านที่แนะนำได้ไม่กลัวโดนด่าตามหลัง มันเป็นร้านอาหารอินเดียที่อร่อยมาก ร้านสวยตกแต่งดีดูแพง

อะไรก็อร่อยน่ะ  ยกเว้น …. น้ำมะนาวโซดา นี่ห้ามสั่งเด็ดขาด รสชาติและกลิ่นมันไม่ไหวเกินทนจริงๆ ดูดซิบแรก เอ่ออออ ….​กลิ่นเหมือนท่อเน่าเลยจร้าาา คือรู้รสแค่นั้นจริงๆแล้วก็ขอผ่าน ไม่ไหวจ๊ะ นอกนั้นอาหารอย่างอื่นโอเคเลยน่ะ พวกแกงไก่ แกงแพะ ไก่ย่างเครื่องแกงอะไรก็อร่อย อ้อ ข้าวผัดอินเดียอร่อยน่ะ ลองมาสองร้านคือดีเลย แต่ที่นี่ไม่มีข้าวผัด สั่ง “นาน” หรือโรตี มาทานกับแกงก็อร่อย สำหรับคนชอบแป้ง น่าจะอยู่ได้ เพราะเค้าทานนานกันเป็นอาหารหลัก ส่วนข้าวสวยอินเดียมันไม่สวยแถมไม่อร่อย เพราะมันร่วนมากๆๆ แต่พอมันแปลงร่างเป็นข้าวผัด มันอร่อยเลยล่ะ  อ้อ เค้ามีเมนูอาหารจีนด้วยน่ะ คือที่ไหนมีอาหารจีนนี่รับประกันได้ว่าพวกเรารอดแน่นอน อิอิ

โทร : +91 562 404 5252

ร้านเปิดตั้งแต่ 12:00 – 23:30


อินเดียเท่าที่เห็นเอาแบบสรุปกันสั้นๆเป็น bullet ให้อ่านง่ายๆ

  • อินเดียช่างเป็นประเทศที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายมันเยอะไปหมดทุกสิ่ง มันส์ดี

  • เป็นที่ๆหาความเป็นมินิมอลลิสต์ไม่เจอ สายติ๋มอาจเจอ culture shock งงหนักไปอีก

  • เป็นประเทศที่สีสันพุ่งกระฉูดกระจายทุกมุมเมือง ทุกแม่สี มาทุกเฉด ตาลายแน่แต่มันคือความสดใสสนุกสนานรื่นเริงเหมือนมีเทศกาลตลอดเวลา

  • ช้าง ม้า วัว หมา คน รถ ละลานตาเต็มถนนไปหมด

  • เสียงกระหึ่มสนั่นอื้ออึง มุมเรียบเงียบสงบไม่มี ติ๊ดฉึ่งเร้าใจกันทั้งวัน

  • เค้าส่ายหน้า แปลว่าใช่ สังเกตอาการดูดีๆน่ะ อินี่งงเหมือนกัน 555

  • อาหารก็ไม่ใช่แนวเท่าไหร่ กลิ่นยิ่งไปกันใหญ่ ใครไม่ชอบเครื่องเทศ ลำบากแน่

  • แต่อาหารอินเดียไม่ได้แย่มาก เพียงแต่ทานติดกันเกิน 3 มื้อก็หนักเกินไปแล้วต้องหาอย่างอื่นมาเบรกแล้วไปต่อ

  • KFC / แมคโดนัลด์ / พิซซ่า เป็นที่พึ่งแก้เลี่ยน นอกจากมาม่าที่เราพกไป

  • ร้านอร่อยมีเยอะ ร้านที่มีขายอาหารจีน พอฝากท้องได้ บางร้านอร่อยมาก อย่ากลัวในการเข้าร้านอาหารน่ะ ของมันต้องลอง

  • ผู้ชายเยอะมากก เห็นทั่วไปหมด บางที่หาผู้หญิงไม่เจอ จนกลัวเค้าเรียงคิวจีบ

  • ผู้คนเป็นมิตรจัดประชิดถึงตัวจนดูเหมือนจู่โจมแต่เค้าใจดี เพียงแต่เราระแวงไปเองว่าจะมาไม้ไหน

  • ซื้อของต้องต่ออย่างน้อยครึ่งนึง ไม่ให้ก็เดินหนี เดี๋ยวเค้ามาตามเอง

  • คนขายของอินเดียมีลูกตื้อหนักมาก หนักสุดๆจนบางทีก็รำคาญ ยอมพี่แกเลย เดินผ่านร้านไหนนี่แทบจะเข้ามาสิงกันเลยทีเดียว 555

  • ไปไหนมาไหนแต่งตัวมิดชิดซักนิด ผู้ชายเยอะไป๊

  • ลองนั่งรถตุ๊กตุ๊กของเค้าดู อัดกี่คนได้อัดไป เห็นคนอินเดียเค้านั่งซ้อนกันล้นคัน อ้อ ให้เค้ารอแล้วรับกลับเค้าจะไม่ไปไหน จ่ายเงินขากลับน่ะ

  • รู้สึกระแวง ไม่แน่ใจ กลัวโดนฟันทุกที่ 5555 

  • จ่ายอะไรอย่าลืมเงินทอน และนับต่อหน้ากันเลยน่ะ เจอลูกเนียนพี่แกแกล้งลืมทอนเฉยแต่กลับไปทวงได้ครบ โชคดีมาก

  • ระวังเรื่องน้ำ เรื่องอาหาร ทริปนี้ทานในร้านค่อนข้างดีตลอด รอดไป

แต่ …….

อินเดีย สวยมากๆๆทั้งสถาปัตยกรรมที่งดงามอลังการ ทั้งธรรมชาติที่สวยงาม ผู้คนเป็นมิตรหนักมากเจอครั้งแรกก็เหมือนสนิทกันมาแรมปี เรื่องเงินเรื่องโกงราคาอะไรก็อย่าไปซีเรียส อย่าไปแระแวงให้หมดสนุก โชคร้ายก็เจอดี โชคดีก็ไม่มีอะไร มันเป็นกันทุกที่ล่ะ

แต่ที่แน่ๆเราว่าอินเดียเที่ยวสนุกจัง เป็นที่ๆมีแอคชั่นเยอะมากมายให้ลุ้นเร้าใจตลอดเวลา คนไฮเปอร์ สายไลฟ์ สายถ่ายรูป สายวัฒนธรรม สายแลนด์สเคป สายเที่ยว เอาเป็นว่าทุกสาย น่าจะชอบ … และเราชอบมากๆๆ  

เราว่าถ้าใครที่คิดว่าชีวิตมันจำเจน่าเบื่อ เซ็งกับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ไฟมอดหมดไฟในการทำงานหรือใช้ชีวิตไปวันๆ ไปเถอะ …. ลองไปเที่ยวอินเดียดูซีกครั้ง เราว่านี่คือประเทศที่เป็นบู๊สเตอร์อย่างดีเลยน่ะ ความมีสีสันไวแบร้นท์และความมีชีวิตชีวาน่าตื่นตาของประเทศนี้จะทำให้เราหายเนิร์ด หายงงแล้วจะหลงใหลมันอย่างไม่รู้ตัว  ไฟที่มันมอด มันจะกลับมาโชติช่วง ชีวิตจะสนุกขึ้น มีสีสันมากขึ้น ใครที่ชอบความตื่นเต้นเร้าใจ ได้โปรดมาอินเดียน่ะนายจ๋าาาา !!

ใครอยู่เมืองไทยเป็นโนบอดี้ อยู่อินเดียนี่เป็นซุปตาร์เลยล่ะกัน ไม่มีวันไหนที่ไม่โดนขอถ่ายรูป รู้สึกว่าไปอินเดียแล้วเราสวยมาก (จริงๆเราอาจแปลกมาก) 5555

รอวีซ่าหมดจะขอใหม่ จะไปอีกหลายๆรอบ เพราะคราวนี้เราจะได้ 365 วัน ^^

You’re happy, I’m happy
Ok my friend…

(อย่าลืมทิปทุกครั้งที่มีคนทำอะไรให้เราน่ะ มันเป็นธรรมเนียมเด้อ อิอิ) 

Facebook Comments

0

 likes / 0 Comments
Share this post:

Archives

> <
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec