วันนี้กลับมาขอโกอินเตอร์ไปยังจุดหมายในฝันตลอดกาลคือโพรว๊องซ์ ฝรั่งเศสในช่วงหน้าร้อน 7 วัน 6 คืนเที่ยวเองจริงเหนื่อยจริงกันค่ะ (จริงๆต้องมีทัสคานี่ที่อิตาลีด้วย แต่เวลาจำกัดต้องเลือกซักที่ก่อนล่ะกัน อิอิ)
การเดินทางไปฝรั่งเศสหน้าร้อนเป็นอะไรที่พิเศษสุด แม้ต้องผจญภัยกับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเพราะเป็นช่วงพีคของเค้า จะเข้าชมอะไรที่ไหนก็ต้องเข้าคิวกันยาวมากๆๆโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในปารีสเช่นการขึ้นหอไอเฟล เข้าชมพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ หรือเข้าชมพระราชวังแวร์ซาย แต่การเที่ยวหน้าร้อนก็ทำให้เราได้พบกับทุ่งลาเวนเดอร์อันสวยงาม แต่งตัวก็สบายๆเหมือนอยู่บ้านเรา และกลางวันยาวกว่าจะมืดก็สี่ทุ่ม ได้เที่ยวกันยาวคุ้มแน่นอนค่ะ

 

แต่ก็น่าเสียดายที่คราวนี้เราไปโพรว๊องซ์ช้าไปซักนิด เพราะสำหรับการชมทุ่งลาเวนเดอร์อันโด่งดังต้องไปช่วงกลางเดือนกค.จะสวยที่สุดนะคะ ซึ่งกว่าเราจะไปกันก็เกือบกลางเดือนสค.แล้ว เลยต้องหาข้อมูลกันว่ายังมีที่ไหนบ้างที่ยังพอจะเห็นลาเวนเดอร์บ้าง ก็มาทราบว่าจะมีเทศกาลตัดลาเวนเดอร์ที่เมือง Sault เลยคิดว่าถ้าไปถึงก่อนวันที่ 15 ก็ยังพอมีลุ้น หลังจากนั้นก็มาวางแผนการเดินทางค่ะ และเพื่อไม่ให้เสียเวลา เราเลยบินตรงเข้าโพรว๊องซ์ด้วยสายการแอร์ฟรานซ์ที่มีไฟลท์บินตรงกรุงเทพ-ปารีสตอนเช้าเก้าโมงครึ่งไปถึงปารีสหกโมงกว่าและเปลี่ยนเครื่องไปถึงมาร์กเซย์ตอนสองทุ่มกันเลย
ด้วยความจำกัดด้วยโค๊ดยาวๆในการสร้างบล็อค ทริปนี้จะแบ่งเป็น 3 ตอนนะคะ ตอนแรกเป็นตอนตามล่าหาลาเวนเดอร์ที่โพรว๊องซ์ เที่ยวเมือง Sault, Aix-en-Provence , Avignon และ Nimes ตอนที่ 2 เป็นตอนลัลล้าปารีส 1 และตอนที่ 3 ลัลล้าปารีส 2 เก็บตกกันเท่าที่เวลาจะอำนวยนะคะ
ทริปนี้ถือว่าต้องฉุกละหุกมาก ขอยืนขอวีซ่าแบบด่วนวันพุธบ่าย ได้หนังสือเดินทางคืนมาวันศุกร์ เดินทางวันอาทิตย์เช้า หายใจหายคอกันแทบไม่ทัน ต้องขอบคุณผู้ประสานงานทุกท่านที่ทำให้ได้วีซ่าเชงเก้นฝรั่งเศสที่ว่ายากภายในชั่วข้ามคืน จุ๊บๆ ส่วนวิธีการยื่นขอวีซ่าให้ทำออนไลน์ที่ https://www.tlscontact.com/th2fr/login.php?l=th ได้เลยค่ะ และการขอวีซ่าฝรั่งเศสต้องทำประกันการเดินทางทุกคนนะคะ ทำกับที่ไหนก็ได้ เลือกแผนคุ้มครองตามสะดวก เราเลือกคุ้มครองแบบเบสิคที่สุด คุ้มครอง 8-10 วันจ่ายไปแค่ 477 บาทเองค่ะ

หลังจากได้วีซ่าและมีตั๋วแล้ว เราสามารถเช็คอินออนไลน์ล่วงหน้าง่ายๆภายใน 30ชม. โดยเข้าไปเช็คอินจากเวบของแอร์ฟรานซ์ www.airfrance.co.thหรือมาเช็คอินที่เครื่องอัตโนมัติที่สนามบินได้เลยค่ะ

 

 photo 1-1.jpg
และมีข่าวดีคือตอนนี้แอร์ฟรานซ์มีโปรโมชั่น Ready, set, go ไปปารีสด้วยราคาไม่ถึงสามหมื่นด้วยนะคะ สำหรับเดินทางภายในวันนี้ – 31 ธันวาคม 2556 สำรองที่นั่งออนไลน์ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 2 ตุลาคม 2556 ดูรายละเอียดเมืองต่างๆได้ที่ http://alturl.com/6z8xt หรือติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นอื่นๆได้ที่ http://www.facebook.com/AirFrance ได้เลยค่ะ
 photo AFReadySetGo.png
พอเช็คอินจากเวบล่วงหน้า 30 ชม.แล้ว ถึงวันเดินทางก็มาโหลดกระเป๋าน้ำหนัก 23 กิโลในวันเช็คอินสบายๆเลยค่ะ
 photo JIB_0029.jpg
 photo JIB_0135.jpg
 photo JIB_0066.jpg
นั่งดูทีวี เล่นเกมส์ อ่านหนังสือและชมวิวดูเมฆดูฟ้าสวยๆ
 photo JIB_0172.jpg
แป๊บเดียวก็ได้ทานมื้อแรกบนเครื่องกันแล้วค่ะ อาหารรสชาติดีทานง่ายอร่อยดีค่ะ เป็นคนชอบทานชีส ขนมปัง (แต่งานนี้มีเบื่อกันเลย อิอิ) ไปเที่ยวประเทศตะวันตกอยู่สบายเลยค่ะ แถมบินสายการบินฝรั่งก็ดีไปอย่างคือเค้าจะเสริฟ์ไวน์มาพร้อมอาหาร ไม่ต้องขอกันเลย ให้ไม่อั้นแต่ดื่มซักครึ่งขวดก็เมาแอ๋หลับปุ๋ยรอพนักงานมาปลุกทานอาหารว่างมื้อต่อไปแล้วล่ะค่ะ
 photo JIB_0082.jpg
มีโปรแกรมสอนภาษาฝรั่งเศสแบบเบสิคบนเครื่องด้วย มีทั้งคำทักทายหรือประโยคสั้นๆให้คนที่ไม่มีพื้นฐานภาษาฝรั่งเศสได้พอเอาตัวรอดระหว่างเดินทางท่องเที่ยวได้บ้าง แถมมีแบบทดสอบให้คะแนนด้วยนะคะ น่ารักดี
 photo JIB_0123.jpg
เผลอแป๊บเดียวก็จะถึงปารีสแล้ว ได้หม่ำอาหารว่างกันอีกมื้อแล้วค่ะ เย้
 photo JIB_0182.jpg
12 ชม.บนเครื่อง เผลอแป๊บเดียว ก็ถึงปารีสแล้วจ้า เราต้องไปต่อเครื่องเพื่อไปมาร์กเซย์ Marseille กันต่อเลย
 photo JIB_0224.jpg
เครื่องจะไปถึง Terminal 2F เดินไปไม่นานก็เจอตม.เราตรวจหนังสือเดินทางกันที่นี่เลยค่ะ
 photo JIB_0243.jpg
ทริปนี้่ค่อนข้างโหดซักนิดเพราะบินยาวต่อไป Marseille เลยเพื่อจะได้ประหยัดเวลาถึงโพรว๊องซ์เร็วๆ กลัวเค้าตัดลาเวนเดอร์ไปหมดจังเลย
 photo JIB_0268.jpg
ถึง Marseille ประมาณสองทุ่มค่ะ แต่ยังไม่ได้พักนะคะ เพราะต้องออกมารอรถบัสเพื่อไปเมือง Aix-en-Provence กันต่อ ค่ารถไป Aix-en-Provence 7.60 ยูโร ซื้อตั๋วได้ที่คนขับเลยค่ะ
 photo JIB_0282-1.jpg
เดินออกมาก็เจอป้ายรถเบอร์ 1 เพื่อไป Aix-en-Provence กันเลย
 photo JIB_0281.jpg
แผนที่การเดินทางของเราในสองวันแรกของเรา
Marseille – Aix-en-Provence – Carpentras – L’Isle-sur-la-Sorgue – Carpentras – Sault
 photo map1-1.jpg
จากสนามบินมาร์กเซย์ เราใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 30 นาทีก็ถึงเมือง Aix-en-Provence แล้ว คืนนี้เราพักที่นีคืนนึงก่อนจะเดินทางไปเมือง Sault ในวันรุ่งขึ้น แต่พอลงจากรถแล้ว ก็มึนเลยเพราะเมืองเงียบมาก ไม่มีรถโดยสารวิ่งเลยและไม่รู้จะไปโรงแรมยังไง เลยเดินลากกระเป๋าไปตามถนนหาโรงแรมกัน ลากไปหลงไปถามไปประมาณครึ่งชม.ก็เริ่มหวั่นไหว เพราะเริ่มมืดแล้วเมืองเล็ก เงียบมาก เลยต้องให้คนแถวนั้นโทรเรียกแท๊กซี่ให้มารับ ยืนรอแท๊กซี่กันตรงนี้เลยค่ะ
 photo JIB_0334.jpg
เสียค่าแท็กซี่ไป 10 ยูโร ถึงโรงแรมก็เจอเพื่อนอีกคนรออยู่แล้ว เป็นการเดินทางวันแรกที่ยาวนานมาก ตื่นตี 5 เพื่อจะไปเช็คอินไฟลท์ 9 โมงครึ่ง กว่าจะถึงโรงแรมที่ Aix-en-Provence ก็สี่ทุ่มกว่าหรือเวลาประมาณตีสามกว่าเมืองไทย เกือบน็อครอบกันเลยทีเดียว อิอิ อ้อ เวลาที่ฝรั่งเศสจะเร็วกว่าเรา 5 ชม.นะคะ
โรงแรมคืนล่ะ 55 ยูโร สะอาดสะอ้านดูดีมาก
 photo JIB_0335.jpg
เช้าวันรุ่งขึ้นก็เรียกแท็กซี่เข้าเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกล เพื่อเข้าไปเดินเล่นชมเมือง (พร้อมกระเป๋าเดินทาง ) ก่อนจะเดินกลับมาขึ้นรถบัสเพื่อไปเมือง Carpentras และต่อไปเมือง Sault อีกที เดินเล่นในเมือง แสงยามเช้านี่มันซ้วยสวย น่าเดินเล่นจริงๆ ยิ่ง่ถ้าสามารถเดินตัวปลิวสะพายแต่กล้องจะยิ่งดีมากๆ แต่บังเอิญเราต้องลากกระเป๋า 2 ใบไปเดินเล่นกับเราด้วย เลยออกจะทุลักทุเลไปซักหน่อย
 photo JIB_0394.jpg
 photo JIB_0391.jpg
เมือง Aix-en-Provence เป็นเมืองเก่าเล็กๆที่น่ารักน่าเดินเล่นมากๆ บ้านเรือนสร้างด้วยก้อนหินก้อนใหญ่ ดูทึบๆพอเข้าโซนเมืองเก่า พื้นถนนก็เป็นหิน เดินลากกระเป๋าไปลุ้นไปว่าล้อกระเป๋าชั้นจะอยู่ครบถึงวันกลับมั้ยเนี่ย อิอิ
กระเหรี่ยงไทย ไปไกลทั่วโลกค่ะ เดินลากกระเป๋าไป ถ่ายรูปไป สนุกดี ขำๆ อิอิ
 photo JIB_0405.jpg
 photo JIB_0500.jpg
 photo JIB_0489.jpg
 photo JIB_0492.jpg
ตลาดขายผลไม้ ข้าวของในเมือง ผักผลไม้สดน่าทานไปซะทุกอย่างเลย
 photo JIB_0532.jpg
ฟ้าสวยใสกิ้งงงงงง เสียดายทริปนี้ไม่ได้ติด CPL มาตัดแสง ไม่งั้นคงจะได้ภาพฟ้าสีแจ่มกว่านี้แน่ๆ
 photo JIB_0552.jpg
 photo JIB_0592.jpg
บ้านเรือนน่ารักเชียวค่ะ มีซอกซอยให้ได้สำรวจมากมาย แต่เวลามีจำกัดต้องรีบกลับไปขึ้นรถบัสเลยเก็บภาพมาได้นิดหน่อย (จริงๆมีเกือบร้อยรูปนะคะ เอาไว้มีเวลาอาจจะขยายความเมืองนี้แบบเจาะลึกทุกช๊อตก็ได้)
 photo JIB_0950.jpg
เรานั่งรถไปถึงเมือง Carpentras ค่ารถ 14.2 ยูโรและต้องต่อรถไปเมือง Sault (ค่ารถตู้ 2 ยูโร) ตอนเที่ยง แต่เราอ่านตารางรถผิด ไม่ได้ดูวันซึ่งระบุไว้เป็นภาษาฝรั่งเศส วันที่ไปดันไม่มีรถตอนเที่ยง มีอีกเที่ยวก็หกโมงเย็น งานเข้าเลยทีเลย เอาไงดีล่ะ จะฆ่าเวลายังไงอีก 6 ชม. แล้วไปถึงจะทันดูลาเวนเดอร์มั้ย??
ก็คุยกันสรุปว่า เราทำอะไรกันไม่ได้ ออกไปหาเมืองเที่ยวกันดีกว่า เลยมาลงเอยที่เมือง L’Isle-sur-la-Sorgue (เรียกสั้นๆว่าลาซอร์) เมืองเล็กๆน่ารักที่เราเพิ่งนั่งรถบัสผ่านไปตะกี้ อิอิ
 photo JIB_0875.jpg
ภายในโบสถ์ประจำเมือง สวยงามมากๆๆๆ
 photo JIB_1039.jpg
 photo JIB_1027.jpg
 photo JIB_1281-1.jpg
 photo JIB_1305-1.jpg
นั่งพักเอาแรงก่อน ป้าหมดแรงจ้า
 photo JIB_1066.jpg
โรงแรมน่ารักมากๆๆในเมืองที่เล็งเอาไว้ ถ้ากลับมาที่นี่อีก จะขอพักที่นี่ล่ะจ้า
 photo JIB_1073-1.jpg
 photo JIB_1097.jpg
 photo JIB_1011.jpg
 photo JIB_1098.jpg
 photo JIB_1141.jpg
(รูปยังมีอีกมากแล้วจะมาใส่เพิ่มอีกครั้ง)
หลังจากแยกย้ายเดินเที่ยวชมบรรยากาศท่องเที่ยวที่คึกคักของเมืองนี้กันพอสมควร ก็นั่งรถบัสกลับมาที่เมือง Carpentras (ค่ารถเที่ยวล่ะ 2 ยูโร) เพื่อกลับมารอรถเพื่อไปเมือง Sault จุดหมายของเรากันอีกครั้ง
 photo JIB_1328-1.jpg
ใช้เวลานั่งรถตู้ไปเมือง Sault ประมาณชั่วโมงนึง ระหว่างทางผ่านเมืองเล็กๆน่ารักหลายเมืองและทิิวทัศน์สวยงามของโพรว๊องซ์ ใจก็เริ่มเต้นตุ๊บๆและลุ้นกันบนรถว่าจะทุ่งลาเวนเดอร์เหลือให้เราดูอีกหรือปล่าว?? เมือง Sault อยู่สูงบนเนินเขาซึ่งอยู่ในหุบเขาอีกที ที่ผ่านมาเห็นทุ่งลาเวนเดอร์เหลืออยู่บ้างแต่ตัดไปก็เยอะ ปัญหาคือเราไม่ได้เช่ารถขับ แล้วเราจะไปเที่ยวทุ่งกันยังไง? ซึ่งก็เหลือวิธีเดียวคือเดิน ซึ่งดูทำเลแล้ว รับประกันความแฮ่ก งานนี้เหนื่อยแน่ๆๆ
ถึงเมือง Sault แล้วค่า น่ารักมั้ยคะ?
 photo JIB_1351.jpg
ไปถึงเมืองก็เดินหาโรงแรมกันต่อ อิอิ
 photo JIB_1355.jpg
เด็กน้อยชาวโพรว๊องซ์น่ารักมากๆๆ
 photo JIB_1365.jpg
ไปถึงโรงแรม (ซึ่งจะเอารูปมาขยายอีกที) ก็หาทางเดินลงเขาเป็นกิโลไปหาทุ่งลาเวนเดอร์ที่ใกล้ที่สุดกันเลย
 photo JIB_1384.jpg
และก็เจอทุ่งเล็กๆริมทาง
 photo JIB_1391.jpg
 photo JIB_1550-1.jpg
กระเหรี่ยงบล็อคเกอร์ไทย เพื่อนร่วมทริป 2 คนค่ะ
 photo JIB_1477.jpg
เย้ๆๆ ทุ่งลาเวนเดอร์ที่โพรว๊องซ์ในฝันยังพอมีให้เห็นบ้าง เราเดินชมกันสองทุ่ง เห็นแบบนี้ก็เสียดายว่าถ้าเรามาเร็วกว่านี้ซักสองสามอาทิตย์ ทุ่งลาเวนเดอร์แถวนี้ก็น่าจะบานสะพรั่งสวยงามกันทั้งหุบเขาแน่ๆ
 photo JIB_1438.jpg
แต่ไม่เป็นไรค่ะ ได้แค่ไหนแค่นั้น อุตส่าหดั้นด้นข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรมาถึงโพรว๊องซ์ในฝันทั้งที ต้องตักตวงความสุขกันหน่อย
 photo JIB_1564.jpg
ชนบทฝรั่งช่วงหน้าร้อนนี่มันน่าอยู่ซะจริงๆ อากาศดี ลมโชย แสงงาม มืดช้า เดินผ่านบ้านคนก็เห็นคนออกมานั่งคุยไปจิบไวน์ไปนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินกันที่หน้าบ้านไป ช่างมีความสุขเหลือเกิน
 photo JIB_1755.jpg
 photo JIB_1796.jpg
หลังวิ่งดู 2 ทุ่งแล้วก็ต้องเดินขึ้นเขากลับไปเมือง Sault กันอีก งานนี้เหนื่อยมากเพราะตะลอนกันทั้งวันแล้วแต่ก็ชื่นใจ หอมกลิ่นลาเวนเดอร์ หายใจคล่อง อากาศกำลังสบาย บรรยากาศดีสดชื่นมากๆ ทำให้การเดินขึ้นเขาที่คิดว่าไม่ไหวแล้วจนต้องโบกรถ (แต่ไม่มีใครรับ 5555) เลยต้องเดินขึ้นเขากลับมาเดินถึงเมืองได้เองซะงั้น บอกแล้วว่าแรงฮึดก๊อก 234 ของมนุษย์มันมีจริงๆ
กลับมาถึงเมืองก็มืดสี่ทุ่มกว่าแล้ว เดือดร้อนต้องหาอาหารทานกันก่อน ร้านอาหารก็ปิดกันไปแทบหมดโชคดี ที่เมืองทีงานวัดฝรั่ง มีเกมส์ ม้าหมุน รถขับ ร้านขายแซนวิช ขายพิชซ่าให้ได้รองท้องกัน ที่นี่พิซซ่ารถตู้จะขายกันตั้งแต่ถาดล่ะ 8 ยูโรขึ้นไป เราสามคนทานกันคนล่ะสองสามชิ้นก็เกือบอิ่มแล้ว แต่เห็นฝรั่งทานกันคนล่ะถาดเลยนะคะ
 photo JIB_1668.jpg
ทานเสร็จก็เดินขาลากกลับที่พัก ได้นอนพักซักที สองวันแรกของทริปนี้ทุลักทุเลพอสมควรแต่ได้รสชาติของชีวิตมากมาย ทั้งบินยาวข้ามทวีปแล้วต่อเครื่อง ต่อรถบัส ลงรถเดินหาโรงแรม ต่อแท๊กซี่ ถึงโรงแรม อีกวันก็นั่งรถ ตกรถ ต่อรถกันสองสามต่อ กว่าจะมาถึงเมืองยังไม่ทันพักก็ชวนกันเดินขึ้นลงเขาไปดูลาเวนเดอร์กันอีก แถมทริปนี้มีอุบัติเหตุที่ทุ่งลาเวนเดอร์นิดหน่อย คนสวยมักจะซุ่มซ่ามแบบนี้เสมอ สรุป โหดมันฮาสนุกสุดๆค่ะ 🙂
แถมของฝากจากโพรว๊องซ์ อิอิ
 photo JIB_1435.jpg
เมือง Sault น่ารักมาก อยู่บนเนินสูง มองวิวสวยๆของโพรว๊องซ์ได้เต็มตา เป็นเมืองที่ปลูกลาเวนเดอร์เยอะมากๆ เคยอ่านเจอบางเวบบอกว่าเป็น Capital of lavender เลยด้วยซ้ำ แต่พูดแบบนี้อาจจะมีหลายเมืองประท้วงเอาได้นะเนี่ย อิอิ เสียดายที่เราไปถึงกันช้าไปนิด เค้าตัดไปเยอะแล้วเหลือให้เห็นกันไม่กี่แปลงแต่ก็ถือว่าได้ประสบการณ์เที่ยวโพรว๊องส์ชมลาเวนเดอร์ในฝันอย่างสมใจค่ะ แต่แนะนำใครที่อยากจะเที่ยวโพรว๊องส์ให้เช่ารถขับจะดีกว่า และถ้าขับเกียร์แมนน่วลได้จะเช่าได้ถูกมากกว่าเกียร์ออโต้สองสามเท่าเลยนะคะ ซึ่งจริงๆเราก็จองรถเช่าไปแต่มีเหตุขัดข้องติดขัดที่เมืองไทยนิดหน่อย ต้องยกเลิกเช่ารถไป เลยต้องมาเดินลุยทุ่งกันเองแบบนี้
 photo JIB_1741.jpg
 photo JIB_1713.jpg
 photo JIB_1624.jpg
บ้านเรือนหน้าต่างบานประตูของชาวโพรว๊องซ์น่ารักจริงๆ ถูกใจมากๆ
 photo JIB_1734.jpg
หาซื้ออาหารเช่ากันที่นี่ค่ะ
 photo JIB_1724.jpg
นั่งรถตู้ 2 ยูโร (ถูกมากๆๆ) กลับไปเมือง Carpentras เพื่อขึ้นรถบัสไปเมือง Avignon เมืองมรดกโลกกันต่อเลยจ้า
วิวสวยๆเมืองน่ารักระหว่างทาง
 photo JIB_1809.jpg
 photo JIB_1822.jpg
แผนที่การเดินทางวันนี้
Sault – Carpentras – Avignon – Nimes – Avignon – Marseille
 photo 2-2.jpg
หลังจากถึง Avignon ก็เดินลากกระเป๋าเข้าโรงแรมก่อนเลย ซึ่งโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถเดินลากกระเป๋าแกรกๆซักยี่สิบนาทีก็ถึง หลังจากเช็คอินพักหายใจแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางไปเมือง Nimes กันเลย
 photo JIB_1875.jpg
Avignon เป็นเมืองมรดกโลกทั้งเมือง เป็นเมืองน่ารักน่าชังจริงๆ
 photo JIB_2058.jpg
การเดินทางไป Nimes ทำได้ทั้งรถบัสและรถไฟ เราเลือกที่จะเดินทางโดยรถไฟเพราะสะดวกรวดเร็วกว่า ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงเดียว 9.4 ยูโรก็ไปถึง Nimes แล้วค่ะ
 photo JIB_2073e.jpg
ไปสนามสู้วัวกระทิง ( Arènes de Nîmes) สัญญลักษณ์ของเมืองกันก่อนเลย ซึ่งเราสามารถเดินไปจากสถานีรถไฟประมาณสิบยี่สิบนาทีก็ถึงแล้วจ้า
 photo JIB_2438.jpg


 photo JIB_2279.jpg
ไปถึงอารีน่า แห่งเมืองนิมส์ (ออกเสียงฝรั่งเศสว่าไงเนี่ยย?) แล้วจ้า
 photo JIB_2286.jpg
 photo JIB_2308.jpg
เมือง Nimes สามารถเดินเล่นได้ทั่ว มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก มุมสวยๆบ้านเรือนสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เดินเล่นเพลินเลยค่ะ
 photo JIB_2211.jpg
ทริปนี้เป็นทริปที่เดินเยอะที่สุดในสามโลก แม้จะเหนื่อยแต่ก็สนุกมากเป็นการเดินทางที่ได้รสชาติมาก เพราะอยู่เมืองไทยจะเที่ยวเป็นคุณนาย รถถึงเรือถึงนอนโรงแรมสวยๆเป็นส่วนใหญ่ มาคราวนี้ต้องเดินกันอย่างน้อยวันล่ะ 8 ชม. ไหนจะต้องอันแพ็ครีแพ็ค เดินยกลากกระเป๋านน.รวม 2 ใบ 30 กิโลขึ้นลงรถไฟ รถบัส เมโทรย้ายรร.กันทุกวัน (วงเล็บหน่อยว่าเมโทรฝรั่งเศสแทบจะหาบันไดเลื่อนหรือลิฟท์ไม่ได้ เพราะฉะนั้น คนที่จะมาแบกเป้ลากกระเป๋าเที่ยวเองต้องฟิตร่างกายมาพอสมควรนะคะ)
ตอนนั้นรู้สึกว่าใช้ร่างเกินลิมิตกว่าชีวิตปรกติไปมากแต่ก็ทำให้เชื่อว่าอะไรที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้ แรงฮึดก๊อก 234 ที่แอบอยู่ตอนกินๆนอนๆอยู่เมืองไทย ถูกขุดเอามาใช้ในทริปนี้จนหมด แม้จะดูเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ก็แอบภูมิใจเล็กๆที่สามารถผ่านความลำบากตรงนั้นมาได้ เย้
 photo JIB_2145.jpg
 photo JIB_2114.jpg
เดินกลับสถานีรถไฟกลับ Avignon
 photo JIB_2460.jpg
กลับมาถึงก็วิ่งเปรี้ยวไปที่ Palais des Papes พระราชวังพระสันตะปาปาแห่งอาวีญอง ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1995
 photo JIB_2807.jpg
 photo JIB_2630.jpg
 photo JIB_2538.jpg
 photo JIB_2672.jpg
 photo JIB_2553.jpg
 photo JIB_2655.jpg
 photo JIB_2633.jpg
 photo JIB_2680.jpg
ทิวทัศน์เมืองอาวีญอง สวยงามจริงๆ
 photo JIB_2739.jpg
 photo JIB_2700.jpg
ห้องนี้หลอนจัง
 photo JIB_2782.jpg
บล็อคยาวเกินไปซะงั้น เลยรีวิวไม่จบตอนโพรว๊องซ์ งั้นขอยกยอดสะพานเมืองอาวีญองยามเย็นที่งามหยดไปไว้ในตอนที่ 2 ลัลล้าปารีสนะคะ
Facebook Comments

0

 likes / 0 Comments
Share this post:

Archives

> <
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec